โบก เลย...

posted on 13 Apr 2009 09:27 by todayispresent in LunlaingAround

 

โอ๊ย ขี้เกียจตัวเป็นขน แทบจะถักเปียได้

มามะ ไหนๆก็ออกจากบ้านไม่ได้ มาอัพเอนทรี่ที่รับปากค้างไว้ดีกว่า - -''

 

เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้ว 

 

ช่วงนั้นก็ยังร่อนไปร่อนมา สงสัยเพื่อนสาวจะหมั่นไส้ เลยชวนให้ไปร่อนด้วยกัน

 

"ไปไหนดี?"  "ไม่รู้ดิตามใจ"

"อยากไปภูเรือ"   "...อยากไปเชียงคาน"

"โอเค งั้นไปภูเรือแล้วไปเชียงคาน"

"อยากโบกรถ"     "..........."

 

 

 

เวลาประมาณบ่าย 3 กว่าๆ รถทัวร์สายกรุงเทพ - เลย พาเรามาส่งโดยสวัสดิภาพ 

 

ลงจาดรถมาเจอตลาดสด งงๆกันสักพักว่าไปยังไงต่อดี

เดินวนไปมา เจอแล้วทางขึ้นภู ระยะทางกว่าสิบกิโลเมตร ไม่ไกลมากแต่ขึ้นเขา

คิดๆดู ตอนนี้พระอาทิตย์สำคัญกว่านาฬิกา...เดินขึ้นไปไม่ดีแน่  - -''

 

เข้าไปถามร้านขายของใกล้ๆ

"พี่คะ ที่นี่มีรถขึ้นภูไหม?"  "โอ๊ย ตอนนี้ไม่มีหรอกน้อง แต่ถ้าเหมารถร้านพี่ไปคิด 500"

"........ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณค่ะ"

 

แล้วไหนว่าจะโบกรถ?? เรามองหน้ากัน

เออ งั้นเดินขึ้นไปก่อนดีกว่า

เดินไปคุยไป ไม่มีใครเคยโบกรถสักคน สักพักได้ยินเสียงรถมาแว่วๆมา

สบตากันเองสงสัยมัวแต่เขิน รถผ่าน ฟิ้วววว ไปหนึ่งคัน

 

"จะเอาจริงละนะ"   "เอาดิ"

 

ทางขึ้นเขาชันพอสมควร 5 นาทีต่อมา เราเริ่มเหนื่อย 

ได้ยินเสียงแว่วมาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เสียงเครื่องยนต์ แต่เป็นเสียงเฮฮาจากท้ายรถ

 

"มาอีกคันแล้ว"  "เอายัง"

"....ไม่เอา มีแต่ผู้ชาย"

 

หันกลับไปมองจริงๆด้วย อย่างกับรถจะไปเล่นสงกรานต์...

สรุปว่างั้นไม่โบก ...

 

 

ไม่โบก..แต่รถจอด ซะงั้น.. 

 

"ไปไหนครับ"  "ขึ้นภูไหมครับ" "ไปด้วยกันไหมครับ"

ถามคนละประโยค ก็สิบประโยคแล้ว...

 

สองสาวสบตากันแวบหนึ่ง เอาไงดี

"เอ่อ.....ขึ้นภูใช่ไหม ไปด้วยได้ไหมคะ" 

"ได้คร้าบบบบบ"  "ข้างหน้าเลยครับข้างหน้า"

 

เดินมาด้านหน้า ข้างๆคนขับ มีหญิงสาวนั่งมาด้วยหนึ่งคน

เธอลุกขึ้นมาปรับเบาะให้เข้าไปด้านใน เรายิ้มแล้วขอบคุณ

 

"บนพื้นนั่น ขยะนะครับ เหยียบได้"  คนขับหันมาบอกพร้อมกับช่วยโกยของจากเบาะหลัง

"อ่อ...ค่ะ"

 

คะเนจากสายตาและเพลงในรถแล้ว อายุพวกเราน่าจะห่างกันไม่เกิน 2 ปี - -'' (ฟังดูแก่ไปไหม? 555)

 

"พักที่ไหนหรอครับ...นี่พวกเรามาถ่ายสารคดีส่งอาจารย์"

"มีบ้านพักใกล้ๆกัน ลองดูไหม?"

"นี่เพิ่งมาซื้อเสบียงมา เดี๋ยวมากินข้าวด้วยกันได้นะครับ"

 

มิตรภาพถูกส่งมาไม่ขาดสาย...บ้านพักที่เขาพูดถึงนั้น อยู่ครึ่งทางจากยอดภู

มีทั้งแบบบ้านเป็นหลัง และเช่าเต๊นท์กางได้

 

เราจึงตัดสินใจว่า ขอลงกลางทางดีกว่า 

เดี๋ยวจะหาทางขึ้นกันต่อไป แม้หลายเสียงในที่นั้นจะเตือนว่ามันไกลมากก็ตาม

 

 

รถจอดให้ลงกลางทาง ใกล้ศูนย์ของเจ้าหน้าที่อุทยานอยู่ เราเดินเข้าไปถาม 

เจ้าหน้าที่บอกว่า ที่พักมีทั้งแบบกางเต๊นท์และเช่าบ้านเหมือนกันทั้งที่นี่และบนยอดภู

 

แต่...บนยอดภูช่วงนี้ไม่มีนักท่องเที่ยวอยู่เลย

ถ้าเราขึ้นไป ก็จะมีแต่เจ้าหน้าที่ข้างบนเท่านั้น 

ที่สำคัญ เราไม่ได้เตรียมเสบียงมา และไม่มีร้านค้าเปิด...

 

 

 

 

 

 

15 นาทีต่อมา

 

"ไม่กินข้าวสักวันไม่ตายหรอก" 

ออกเดินกันต่อหลังจากขอบคุณเจ้าหน้าที่แล้ว และหวังว่าจะมีรถมาให้โบกบ้าง

คำนวนคร่าวๆตอนนี้เราเหลือน้ำกันคนละไม่ถึงขวด คุกกี้ที่แจกบนรถ และขนมปังอีกอย่างละถุง

 

"บรื๋นนน"  "มีรถมา!!" เราดีใจกันจนออกนอกหน้า

หันไปมองเห็นรถกระบะสีดำ กำลังเข้าโค้งมาอย่างชำนาญ

พี่คนขับดูตกใจ ที่อยู่ๆก็มีคนโบกรถ เบรกซะจนเรารู้สึกผิด - -''

"ขึ้นภูไหมด้วยได้ไหมพี่?"  ยังไม่ทันตอบรับ แค่พี่ไม่ส่ายหน้า เราก็ปีนขึ้นรถแล้ว

 

"สนุกดีว่ะ"  "อืม...ขึ้นไปเดี๋ยวก็รู้"

 

จากจุดจอดรถที่พี่มาส่ง ยังต้องเดินไปบ้านพักอีก 2 กม. นึกถึงตอนไปภูกระดึง..ขึ้นถึงแล้ว แต่ยังไม่จบ

เดินกันไป ถึงบ้านเจ้าหน้าที่ พบว่าราคาเต๊นท์ต่างจากบ้านพัก 100 บาท...งั้นบ้านละกัน

 

เปิดประตูห้องเข้าไป มีเตียงเหมือนเตียงทหาร 3 เตียงวางเรียงกัน

ถัดไปเป็นห้องน้ำและแน่นอนไม่มีน้ำอุ่น งั้นอาบเลยละกัน...เดี๋ยวหนาวววว 

 

อาบน้ำเสร็จออกไปเดินเล่น เดินไปดูร้านขายข้าวที่บอกไว้ในอินเตอร์เน็ต...ปิดจริงๆด้วย

พอเริ่มมืด เราไปขอเทียนจากพี่เจ้าหน้าที่มา 4-5 เล่ม เพราะดึกๆจะไม่มีไฟ - -''

เดินกลับมาเอาไฟฉายที่ห้อง  มืด..และหิว 

 

บนเตียงมีถุงนอนวางอยู่ถุงหนึ่ง ตัดสินใจหยิบออกมาปูนั่งกลับพื้นหญ้าหน้าบ้าน

ไม่ต้องคุยกันต่างก็รู้ดีว่า เราไหว้พระในใจกันไปเรียบร้อยแล้ว

 

เรื่องราวสมัยมัธยม วีรกรรมในโรงเรียน การเดินทาง ชีวิต ความคิด ครอบครัว ความรัก อนาคต ฯลฯ 

ดังขึ้นเงียบๆในความมืด สลับกับเสียงหัวเราะที่ดังกว่า 

 

พยายามจุดเทียนให้ลมพัดเล่น แต่ไฟดันพัดเข้ามือตัวเองเลยเลิก

มีตัวอะไรสักอย่าง มาคุ้ยถังขยะเป็นพักๆ เอาไฟฉายส่องดูก็เงียบไป บ่อยเข้า เราก็เลิกสนใจ

นั่งมองฟ้าแล้วพยายามเดาว่าดาวไหนเป็นดาวอะไร ไม่เฉียดใกล้ความโรแมนติก แต่เน้นกวนโอ๊ยกันสะใจ

เหมือนจะไม่มีอะไร นอกจากมิตรภาพที่ยาวนานในสายลม ต้นไม้ เสียงจิ้งหรีด และดวงจันทร์

 

คุยกันจนดึกดื่น เดาเอาว่า พระอาทิตย์คงตื่นนอนตอนหกโมงเช้า เพราะฉะนั้นเราจะตื่นนอนกันตอนตีห้า...

คิดในใจแล้วเฮือก...นอนดีกว่า

 

ตื่นมาตอนเช้าโอ้เอ้สักพัก เริ่มคลำทาง 2 กิโลในความมืดกับแสงไฟฉาย

เดินถึงป้อมเจ้าหน้าที่จึงรู้ว่า เค้านัดพระอาทิตย์ไว้ 7.15

 

แต่ตอนนี้ฟ้าก็เริ่มสว่างแล้วนะ เราเถียงในใจ ต้องเดินอีกหลายโล ไปถึงคง 6 โมงนิดๆ น่าจะพอดี

 

 

พี่เค้าบอกว่าอีกหนึ่งชม.จะมีสองแถวมารับ คนละสิบบาทขึ้นไปดูพระอาทิตย์

...แต่เราดื้อ เราเดิน จะนั่งทำอะไรมืดๆล่ะ อุตส่าห์ตื่นแล้ว

 

เดินไปเรื่อยๆกะเวลาเดินถูกเผง ถึงจุดชมวิวตอนหกโมงกว่าๆ

ฟ้าสว่าง แต่ไม่เห็นเงาของพระอาทิตย์เลย

นั่งตากลมหนาวอยู่เกือบชม...7.15 ตามเวลานัด  พระอาทิตย์มาตรงเวลาจริงๆด้วย...

 

 


 

 

รถสองแถวหลายคันพาผู้คนขึ้นมาชมหมอก ชมภูเขา ไหว้พระ ถ่ายรูปกันคึกคัก

 

ส่วนเราเมื่อเดินขึ้น...ก็เดินลงกันต่อไป

....หิว

 

พอเอาเทียนที่เหลือกับไฟแช็กไปคืนแล้ว พี่ๆบอกว่า เรามีทางเลือก 2 ทาง

จะเดินทางถนนใหญ่ที่ขึ้นมาก็ได้ แล้วไปวัดดวงเอาว่าจะมีรถให้โบกไหม? ถ้าไม่มีก็เดินไกล

หรือ จะเดินทางลัดเกือบ 3 กิโล (ลัดแล้ว..) ตัดเข้าป่า ลงไปโผล่ศูนย์เจ้าหน้าที่ที่แรกที่เราไปถามทาง 

มองหน้ากันไปมา ขอแผนที่พี่ไว้ แล้วตัดสินในเดินเข้าป่า

 

ร่องรอยการเผาหญ้ามีให้เห็นเป็นระยะๆ เราไม่แน่ใจจุดประสงค์ที่เผาตรงหน้า แต่รู้ว่า

เมื่อพื้นที่ในป่าถูกเผา หลังไฟดับจะมีหญ้าขึ้นมาใหม่ และสัตว์ป่าหลายชนิดจะชอบมากินหญ้าที่ขึ้นนี้

และแน่นอนว่า...สัตว์เหล่านั้นโดนดักยิงไปไม่น้อย

 

การเดินทางในระยะเวลาสั้นๆผ่านหลายจังหวัด น่าแปลกที่เรากลับไม่เคยพลาดที่จะเห็นไฟป่าเลย

ไม่ใช่แค่เชียงใหม่ เชียงราย แม้แต่ที่เลยเองก็เช่นกัน


"ประเทศไทยไม่มีไฟป่าตามธรรมชาติหรอก มีแต่ไฟมนุษย์"  เสียงผู้รู้ที่พูดให้ฟังแว่วขึ้นในหัว

 

 

 

 

เราเดินผ่านสวนหิน ทุ่งหญ้า ป่าสน ป่าไผ่ บางที่ก็สวย บางที่ก็เหลือแต่ซาก

จากประสบการณ์อันน้อยนิดที่มี เราสรุปง่ายๆว่ายิ่งห่างไกลผู้คนเท่าไหร่ ธรรมชาติก็ยิ่งสมบูรณ์ขึ้นเท่านั้น

 

เดินผ่านป่าสนเล่นเอาเลื่อนล้มไปหลายตลบ เป็นการเดินที่ต้องใช้สติมากๆ

บางที่ทางเดินเป็นขั้นบันได แต่ถูกใบไม้กลบหมด เหยียบให้ดีก็จะง่าย แต่พลาดก็พลาดเลย

บางที่ใบไม้ก็กลบเหมือนเดิม นึกว่ามีบันได แต่ไม่มีซะงั้น พลาดอีกรอบ - -"

 

การเดินป่าต้องใช้สติ และการเรียนรู้ ใช้เท่าที่ต้องใช้ เจ็บบ้างก็ไม่เป็นไร เราก็แค่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

 

 

 

เหนื่อย แต่สนุก 

ไม่สบายนัก แต่ก็ไม่รู้สึกว่าอันตราย

 

ขับเคลื่อนด้วยความหิวลงไปถึงครึ่งทาง ถัดจากนี้ไป โบกรถลงแน่ๆ

โบกลง ง่ายกว่าโบกขึ้นมาก มีรถเยอะกว่าและยังไงก็เป็นทางผ่านทางเดียวอยู่แล้ว

 

"ลงด้วยได้ไหมคะ"  "ได้ค่ะ"

สั้นๆง่ายๆ แค่นี้เอง เราก็ได้ขึ้นมาบนท้ายรถกระบะ คราวนี้ เจ้าของรถเป็นสาวๆสี่คน

 

แวะส่งเราที่ตลาดเช่นเคย คุยกันอีกสองประโยค เรากำลังจะไปเชียงคาน แต่พวกเธอเพิ่งกลับมา

 

หาของกินใกล้ๆด้วยความหิว เจอข้าวหน้าเป็ดที่ให้เป็ดเยอะสะใจ อร่อยมาก!   

 

เดินไปคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหน้าตลาด ถามเรื่องรถ

แต่ท่าทางพี่ตำรวจใจดีจะเหงา เห็นเฝ้าสน.อยู่คนเดียว ยิ้มแย้มชวนพวกเราเข้าไปนั่งเล่นดูทีวี

เราปฏิเสธด้วยความเกรงใจ พี่เค้าก็เลยออกมายืนคุยด้วยแทน เล่าโน่นนี่ให้ฟัง

บอกว่าเดี๋ยวสักพักจะมีรถตู้ไปขนส่ง แต่ไม่ต้องรีบ ไปรอบต่อไปก็ได้ อยู่คุยกันก่อน - -''

 

มองไปรอบๆเห็นกระดาษโปสเตอร์ติดอยู่หน้าสน. เป็นรูปติดบัตรเรียงเป็นแถวกว่าร้อยชีวิต

อ่านดูจึงรู้ว่าเป็นผู้ต้องหาในคดียาเสพติด แถมด้วยค่าหัวโชว์ให้เสร็จสรรพ

 

"ทำไมเยอะจังล่ะพี่" 

"ก็คนมันทำผิดกันเยอะ อยากมีตังค์นี่นา"

 

คุยกันเรื่องนี้อีกสิบนาที พี่ตำรวจขอลาไปทำธุระ แต่ก็ยังกำชับว่า ถ้ากลับมาแล้วยังไม่ไป เดี๋ยวมาคุยต่อ

 

 

ไม่นานนักรถก็มา....แน่นอนว่าเราขึ้น 555

นั่งเบียดกันเป็นปลากระป๋องมาเกือบชม.ลงจากรถปุ๊บเหมือนกระโดดลงบ่อปลา

 

เคยรู้สึกไหมว่าเวลา มีบริการจากรถต่างๆไม่ว่าจะเป็นแท็กซี่หรือรถทัวร์ ที่ใช้ระบบเข้าถึงตัว

ล้อมหน้าล้อมหลังมากๆ มันทำให้เราระวังตัวมากและไม่ไว้ใจแบบไม่มีเหตุผล...

ทั้งๆที่จริงๆแล้วมันก็อาจจะมีหรือไม่มีอะไรก็ได้

 

มองซ้ายมองขวา ไหนล่ะสองแถว??? 

ถามประชาสัมพันธ์ดูถึงรู้ว่า ต้องเดินไปขึ้นอีกตึกหนึ่ง 

 

 

เจอแล้ว รถสองแถว ...

 

 

เลย...เชียงคาน (จะถึงไหมนี่ 555)

 

 

ยาวกว่าที่คิดไว้เยอะเลย โปรดติดตามตอนต่อไป ณ เชียงคาน จะยาวกว่านี้เพราะรูปเพียบ!!!

 



 
 

Comment

Comment:

Tweet

สนุกจังพี่วี

นี่คนอ่านยังสนุก

คนไปจะสนุกมั้ยเนี่ย 555

#10 By Tallie on 2009-04-20 04:31

Nerd de Scriptorus > ขอบคุณค่ะ ประโยชน์ได้แก่ตัวเองแน่ๆ แต่ถ้าเผื่อแผ่ไปถึงคนอื่นได้ก็ดีใจค่ะ big smile

Pizza_peach > ถ้าได้ไปแล้ว กลับมาเล่าด้วยนะ big smile

เจ้าหญิงน้ำแข็ง > โอ้ย..ไม่ต้องสมัคร ของอย่างงี้เป็นได้เลย ฮ่าๆๆๆ confused smile

PupaeHERO > ขอบคุณค่ะ เช่นกันนะคะbig smile

ecOnuizer > ขอให้ว่างค่ะ ฮ่าๆๆ ไปเชียงคานไง โบกเลยๆ

maebin > อืม..เป็นผู้หญิงก็ต้องดูแลตัวเองดีๆ โชคดีนะคะ

เด้ง เด้ง เด้ง > สนุกแต่หิว..เง้อ


sad smile
โหหหหหหห สนุกจังbig smile

#8 By LungDeng on 2009-04-16 18:58

ตามมาอ่านๆ confused smile

อยากลองโบกดูบ้าง แต่คงต้องหาเพื่อนไปด้วย
แต่ที่สำคัญกว่านั้น ... คงต้องทำเรื่องขอจากบุพการีก่อน sad smile

#7 By maebin on 2009-04-16 18:10

โบกรถ..

อืมมมมม

ไว้ว่างๆ จะโดดงานไปโบกรถมั่ง

sad smile

#6 By ecOnuizer on 2009-04-16 13:13

ดีครับได้อยู่กับธรรมชาติบ้าง
จะได้ผ่อนคลายความตึงเครียด

ยังไงก้อเที่ยวให้สนุกนะครับ
เดินทางปลอดภัยครับผม

#5 By PupaeHERO on 2009-04-15 11:03

ดีจังครับ ที่ได้อยู่กับธรรมชาติ
ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่
เป็นทั้งผู้ให้กำเนิด
เป็นทั้งครู
หากการเดินทางครั้งนี้ช่วยให้เกิดความเข้าใจตนเองขึ้น
ไม่มากก็น้อย ก็ถือว่าเป็นการเดินทางที่มีประโยชน์แล้วครับ
confused smile Hot! Hot!
ภาพสวย ข้อมูลดี ธรรมชาติอย่างนี้น่าจะช่วยให้คนอ่านเย็นลงได้เนาะขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ confused smile

#4 By Nerd de Scriptorus on 2009-04-14 19:21

อยากเป็นสาวนักโบกกบ้าง..confused smile

ใครจะกล้ารับเนี่ย...sad smile

สุขสันต์วันสงกรานต์ค่ะ...

ขันน้ำ ปืนฉีดน้ำ
อยากไปโบกมั่งจัง

แต่ตอนที่ขึ้นรถกับคันที่มีผู้ชายเยอะๆนี่น่ากลัวชมัด..

ขอบคุณทีี่ชอบเพลงเรานะ confused smile

#2 By Pizza_peach on 2009-04-14 15:18

ภาพสวยยยยยย ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ

#1 By Nerd de Scriptorus on 2009-04-13 11:01